วัดโบราณาราม ในสมัยหลัง เป็นวัดที่รกร้างไร้ผู้คน พระสงฆ์อีก ช้างพลายนำฝูงเข้ามาหากินในวัด เมื่อมองเห็นเจดีย์ก็เอางาแทงเจดีย์อย่างเมามันแต่ไม่สามารถจะทำลายเจดีย์ได้เพียงแต่ส่งเสียงร้องและวิ่งหนีเข้าป่าไปจนหมดสิ้น เหมือนกับพ่อท่านเจ้าฟ้าเตะออกไปทุกตัวปัจจุบันวัดโบราณาราม กำลังดำเนินการพัฒนาให้เป็นวัดตัวอย่าง โดยมีการบูรณะปฏิสังขร เสนาสนะในวัด เช่น ลานรอบบริเวณเจดีย์ช้างประลองงา และปรับปรุงอุโบสถหลังเก่าให้ทันสมัยเหมาะกับยุคปัจจุบันดังนั้น เบญจศรัทธาข้อที่ 1 คือ พ่อท่านเจ้าฟ้าวาจาสิทธิ์ วัดโบราณาราม ดังได้กล่าวมาแล้ว พุทธศาสนิกชน
ที่รู้จักและรู้แห่งวัดโบราณาราม ต่างก็ไปนมัสการรูปเหมือนของพ่อท่านเจ้าฟ้าวาจาสิทธิ์ ตลอดเวลา ซึ่งในขณะนี้ทางวัดได้ดำเนินการสร้างมณฑปหลังใหม่ให้ท่านประดิษฐาน เป็นจตุรมณฑป อันประกอบด้วยมณฑปประดิษฐานพ่อท่านเจ้าฟ้าวาจาสิทธิ์ มณฑปประดิษฐานรูปเหมือนพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ มณฑปประดิษฐานรูปเหมือนสามเณรแก้ว และมณฑปประดิษฐานรูปปั้นของพระสมุห์ประดับ ฐิตตาวโร ไว้รอบสี่ด้านของเจดีย์ช้างประลองงา

พระครูสมุห์ประดับ ฐิตตาวโร อดีตเจ้าอาวาสวัดโบราณาราม ได้เล่าว่าวัดนี้ สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นวัดหลักในดินแดนแถบนี้ โดยมีพระเจดีย์ช้างประลองงาคู่ ที่สร้างมานานจนไม่สามารถสืบประวัติได้ แต่วัดนี้ มีวัดบริวาร เช่น วัดนอก วัดใน วัดเมรา วัดเขาวง วัดเขาพระ ตลอดจนทุกวัดในอำเภอพิปูน ล้วนแต่สร้างขึ้นหลังจากวัดเก่าทั้งสิ้น
มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยสมภารแก้วปกครองวัดอยู่ ได้มีทัพพม่าเข้ามารุกไล่ชาวบ้าน จนพระเถรเณรชีต่างเข้าป่ากันหมด คงทิ้งไว้แต่สมภารแก้ว ซึ่งชราภาพมากแล้ว ให้เฝ้าวัดแต่เพียงองค์เดียว ทหารพม่ากระหายน้ำ หาน้ำในภาชนะในวัดทุกแห่ง เช่น โอ่ง ตุ่ม ต่างก็แห้งหมด ในที่สุดก็เอาดาบฟันทลายมะพร้าวหน้ากุฏิของสมภารแก้วโดยพลการ มิฟังคำตักเตือนของสมภารแก้วว่า มะพร้าวนั้นไม่มีน้ำและไม่มีเนื้อเลย ทหารพม่าคิดว่า สมภารแก้วหวงมะพร้าวเอาไว้ขาย จึงฟันทะลายมะพร้าวลงมาแล้วผ่าเอาน้ำมาดื่มกิน แต่ด้วยเหตุอัศจรรย์ มะพร้าวทุกลูกที่ผ่าออกมา จะไม่มีน้ำและมีเนื้อแต่อย่างใด ดังนั้นจึงรุมกัน
เตะอัณฑะของสมภารแก้ว สมภารแก้วบอกว่าเป็นบาปกรรมติดตัวไปตายเสียเปล่า เมื่อเตะจนหนำใจแล้วก็ออกจากวัดไป และในขณะนั้นเองก็บังเกิดฟ้าลั่นและผ่าลงมาถูกทหารพม่าตายหมด ทั้งๆที่ในเวลานั้นเป็นเวลากลางวันและแสงแดดจัด ชาวบ้านพอทราบข่าวการตายของทหารพม่า ก็กลับมายังบ้านเรือนของตนเอง และทราบถึงอภินิหารของสมภารแก้วแล้ว จึงได้ขนานนามแก่สมภารแก้วว่า “ พ่อท่านเจ้าฟ้าวาจาสิทธิ์” ตั้งแต่นั้นมา

 

อื่นๆเพิ่มเติม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *