ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ใบหน้า

ใบหน้า ที่สวยงาม คืออะไร? ใบหน้า ที่คนส่วนใหญ่มองแล้วคิดว่าสวยงามก็คือใบหน้าที่ได้สัดส่วนสมมาตร มองแล้วสบายตา
ดังนั้นจึงได้มีความพยายามหาสัดส่วนต่างๆ มาเพื่อวัดว่าใบหน้าที่สมส่วนได้มาตรฐานนั้นควรเป็นอย่างไร เช่นอัตราส่วนทองคำ หรือ Golden Proportion Radio
The golden Ratio of Face คือ ทำการวัดค่าเฉลี่ยต่างๆ ของใบหน้า ที่คนส่วนใหญ่มองว่าสวยงามและนำค่าเฉลี่ยนั้นมาเป็นแนวทางในการแก้ไขอวัยวะ หรือส่วนประกอบต่างๆบนใบหน้าให้มาอยู่ในช่วงค่าเฉลี่ยเหล่านี้ ซึ่งเป็นประโยชน์มากในการแก้ไขปัญหาในผู้ที่มีโครงสร้างใบหน้าที่ผิดปกติ เช่น ผู้ที่มีกระดูกขากรรไกรยื่นยาว คางสั้น หรือยาวผิดปกติ ผู้ป่วยที่ยิ้มแล้วเห็นเหงือกเยอะ ผู้ป่วยที่คางบิดเบี้ยว เป็นต้น การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของใบหน้าแบ่งได้เป็น 2 วิธี คือ การปรับเปลี่ยนโดยวิธีผ่าตัดศัลยกรรม และการปรับเปลี่ยนโดยไม่ใช้การผ่าตัดศัลยกรรม
การปรับเปลี่ยนโครงหน้าโดยไม่ใช้วิธีศัลยกรรมเป็นการปรับลดยกกระชับเพิ่มเติมบนใบหน้า เพื่อแก้ไขในส่วนที่บกพร่องเพียงเล็กน้อยมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี เช่น
การลดไขมันส่วนเกินและยกกระชับใบหน้า เช่น Meso Fat Therapy,Thermage, Ion Lifting, Regent และHifu
การปรับเปลี่ยนโครงหน้าด้วย Botox สามารถช่วยลดกราม ปรับให้หน้าเรียว ลดริ้วรอย ยกคิ้ว ยกมุมปาก และช่วยแก้ปัญหายิ้มเห็นเหงือกได้
การร้อยไหม เพื่อลดความเหยี่ยวย่น และยกระชับใบหน้า
การฉีดไขมันหรือ Filler เพื่อเติมร่องลึกบนใบหน้า หรือเสริมหน้าผากโหนกแก้ม ริมฝีปากให้เอิ่บอิ่มและสวยงามมากยิ่งขึ้น
การปรับเปลี่ยนโครงหน้าด้วยวิธีศัลยกรรม (Facial Contouring Bone and Cosmetic Surgery) เป็นการแก้ไขโครงสร้างใบหน้าที่มีความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด จากอุบัติเหตุ หรือเพื่อความสวยงามด้วยวิธีศัลยกรรมกระดูกใบหน้า เนื้อเยื่อมีอยู่มากมายกว่า 50 วิธีแต่ที่ได้รับความนิยมกันในปัจจุบัน ได้แก่
การแก้ไขคางเหลี่ยม ลดมุมกราม (Square Chin
การแก้ไขคางถอย (Weak Chin)
การแก้ไขลดโหนกแก้ม (Prominence Chin)
การแก้ไขปากยื่น ยิ้มเห็นเหงือก (Protruding Mouth and Gummy Smile)
การแก้ไขคางยื่น (Protruding Chin)
การแก้ไขคางเบี้ยว (Asymmetry Chin) อ่านเพิ่มเติม

ใครชอบ ดื่มน้ำเยอะ ไป ส่งผลร้ายมากกว่าผลดี

ใครๆ ก็รู้ว่าการ ดื่มน้ำเยอะ ๆ นั้นมีประโยชน์ ทั้งช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย แต่อะไรที่มากเกินไปมันก็ไม่ดีหรอก เช่นเดียวกันกับการดื่มน้ำมากเกินไปอาจอันตรายมากกว่าที่คุณคิด

การ ดื่มน้ำเยอะ เกินไป ทำให้ร่างกายได้รับน้ำมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ไม่ใช่แค่ทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย แต่สามารถทำให้เกิดภาวะน้ำเป็นพิษได้ เพราะทำให้ร่างกายไม่สมดุล โดยปริมาณโซเดียมในเลือดจะต่ำกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา เช่น ปวดศีรษะ อ่อนล้า คลื่นไส้อาเจียน หรือเลวร้ายที่สุดอาจถึงขั้นเสียชีวิต แต่จะมีอะไรบ้างนั้นมาดูพร้อมกันเลย

1. ทำให้เซลล์บวม
ร่างกายมีโซเดียมและโพแทสเซียมไอออนที่ทำหน้าที่เป็นอิเล็กโทรไลต์ในร่างกาย และรักษาสมดุลของของเหลวระหว่างเซลล์และเลือด เมื่อมีน้ำอยู่ในเลือดมากเกินไป และมีเกลือหรือไอออนในเซลล์สูง น้ำก็จะเข้าไปในเซลล์ ทำให้เซลล์บวมมากขึ้น และเป็นอันตรายสำหรับเซลล์ประสาทในสมอง ทำให้มีอาการปวดศีรษะ ชัก สมองได้รับบาดเจ็บ ไม่รู้สึกตัว และอาจเสียชีวิตได้

2. มีโซเดียมต่ำกว่าปกติ
การดื่มน้ำมากเกินไปทำให้โซเดียมในร่างกายเสียสมดุล โดยภาวะดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นกับนักกีฬาที่สูญเสียโซเดียมเป็นจำนวนมากในระหว่างที่เหงื่อออก และการดื่มน้ำในเวลานี้จะยิ่งทำให้ความหนาแน่นของโซเดียมลดลงไปกันใหญ่ ซึ่งสามารถทำให้นักกีฬาถึงกับเสียชีวิตได้ ทั้งนี้หากโซเดียมต่ำจะมีอาการอาการสับสน หรือการเป็นตะคริวที่กล้ามเนื้อ อาจรู้สึกง่วงนอน หรืออาจไม่รู้สึกตัว

3. มีระดับของโพแทสเซียมต่ำกว่าปกติ
การได้รับน้ำมากเกินไปทำให้ระดับของโพแทสเซียมในร่างกายต่ำลง และทำให้เกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำกว่าปกติ (Hypokalemia) ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการอาเจียน มีความดันโลหิตต่ำ เป็นอัมพาต คลื่นไส้ และท้องเสีย

4. ทำให้กล้ามเนื้อเป็นตะคริว
จากที่ได้กล่าวไปว่าการดื่มน้ำมากเกินไปจะทำให้ระดับของอิเล็กโทรไลต์ในร่างกายลดลง เมื่อของเหลวเสียสมดุล จึงส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ และนำไปสู่การเกิดกล้ามเนื้อหดเกร็งและตะคริวได้

อ่านเพิ่มเติม

เมนูไม่มีเเป้ง ชีสเค้กญี่ปุ่น ฟูนุ่มอัดเเน่นไปด้วยชีสและหอมกลิ่นเนย

หลังจากมองคนอื่นกินตาปริบ ๆ ตั้งนาน ในที่สุดก็ได้ทำเมนู ชีสเค้กญี่ปุ่น กินเองเสียที สูตรเค้กไม่ใส่แป้งและน้ำตาล อัดแน่นไปด้วยชีสและหอมกลิ่นเนย

ส่วนผสม ชีสเค้กญี่ปุ่น
ครีมชีส 200 กรัม
เนย 20 กรัม
วิปปิ้งครีม 50 มิลลิลิตร
เชดดาร์ชีส 40 กรัม
ไข่ 4 ฟอง
อิริทริทอล (สารให้ความหวาน) 100 กรัม

วิธีทำชีสเค้กญี่ปุ่น
1. เตรียมพิมพ์ด้วยการทาเนยลงบนพิมพ์แล้ววางกระดาษรองอบทุกด้าน แนะนำให้ทำสูงขึ้นมาเกินพิมพ์เพราะเค้กจะฟูขึ้นระหว่างอบ และแยกไข่ขาวกับไข่แดงไว้รอเลย
2. นำครีมชีส เนย วิปปิ้งครีม และเชดดาร์ชีสไปตุ๋นบนหม้อน้ำร้อน คนให้ละลายจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อชีสละลายหมดแล้วให้ยกออกจากหม้อน้ำร้อน แล้วค่อย ๆ ใส่ไข่แดงลงอ่างผสมชีสทีละฟอง คนให้เข้ากัน แล้วพักไว้ อ่านเพิ่มเติม

คนที่มี ภูมิคุ้มกันต่ำ ควรกินอาหารแบบไหน

ภูมิคุ้มกันต่ำ กินอะไรดี
รู้ไหมว่า อาหาร ที่เรากินๆ อยู่นั้น ไม่ได้มีแต่อาหารที่กินแล้วช่วยให้แข็งแรงอย่างเดียว ยังมีอาหารที่กินแล้วป่วยได้ด้วย วันนี้เรามาแนะนำการกินเพื่อส่งเสริมภูมิคุ้มกัน สำหรับผู้ที่มี ภูมิคุ้มกันต่ำ ข้อมูลจาก บทความวาไรตี้เพื่อสุขภาพ โดย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

อาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วย
ก่อนอื่นเราจะต้องมาดูกันว่า ผู้ป่วยแบบใดบ้างที่จัดเป็นผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาทิเช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ฯลฯ สําาหรับผู้ป่วยเหล่านี้ เราจำเป็นจะต้องดูแลใส่ใจเรื่องคุณค่าทางอาหาร และความสะอาดเป็นพิเศษ สําหรับผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ควรจะได้รับอาหารที่ปรุงสุกใหม่ทุกครั้ง เรียกได้ว่าควรงดอาหารจําาพวกของสด สุกๆ ดิบๆ รวมถึงผักผลไม้สดด้วย และในแต่ละครั้งอาหารควรได้รับความร้อนมากกว่า 60 องศาเซลเซียส เพราะอาหารที่เก็บในช่วงอุณภูมิที่ต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียส ยังคงมีเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคเจริญเติบโตอยู่ และควรหลีกเลี่ยงอาหารปรุงสุก ที่เก็บไว้เกิน 2 ชั่วโมงเพราะเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคนั้นอาจจะส่งผลทําาให้ผู้ป่วยเกิดการท้องเสีย หรืออาจส่งผลร้ายกว่านั้นคือติดเชื้อถึงขั้นรุนแรงได้ อ่านเพิ่มเติม

HOW-TO อดอาหาร บู๊สต์ ระบบย่อย สุขภาพดี

อดอาหารเพื่อ ฟื้นฟู ระบบย่อยอาหาร
การอดอาหารเพื่อการลดน้ำหนัก มีทั้งวิธีที่ทำกันผิดๆ และวิธีที่ได้ประสิทธิภาพ ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย จึงขอชวนมาอดอาหารเพื่อ ฟื้นฟูระบบย่อยอาหาร อย่างถูกวิธีดูบ้าง เพราะการอดอาหารเป็นวิธีการเก่าแก่ที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย และช่วยเรื่องการควบคุมน้ําหนักได้จริง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะแท้จริงแล้วเราอดอาหารกันอยู่ทุกคืน

อดอาหาร ช่วยให้ผอมได้อย่างไร
การอดอาหารช่วยลดน้ําหนักได้ เพราะในขณะที่อดอาหาร ร่างกายจะได้รับแคลอรีน้อยลงซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ ดร.โทนี่ สเตียร์ (Toni Steer) และดร.ซูซาน เจบบ์ (Susan Jebb) นักโภชนาการจากประเทศอังกฤษ ที่พบว่า
การที่ร่างกายได้รับแคลอรีลดลงวันละ 500 แคลอรี จะช่วยให้น้ําหนักลดลงไปสัปดาห์ละ 1 กิโลกรัม หนังสือ Never Be Fat Again บวกลบคูณหารให้เราดูว่า การงดอาหารเย็น 1 มื้อ หรืออดอาหารสัปดาห์ละ 1 วัน ทําให้ร่างกายโดยเฉพาะระบบย่อยอาหารได้พักผ่อน สามารถขับสารพิษและฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติได้ถึงปีละ 52 วัน
การอดอาหารยังเป็นการฟื้นฟูระบบย่อยอาหารและเซลล์ทั่วร่างกายให้ได้พักผ่อน ทําให้มีเวลาซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองได้มากขึ้น เมื่อทุกระบบแข็งแรง การย่อยและการเผาผลาญพลังงานก็ทําได้อย่างเต็มที่ จึงทําให้น้ําหนักลดลง ส่งผลให้สามารถควบคุมน้ําหนักได้ดีขึ้นนั่นเอง อ่านเพิ่มเติม

 

เปลี่ยนสาวก ” ชานมไข่มุก ” สายจังก์เป็นสายเฮลท์ตี้

ชานมไข่มุก “กินอะไรก็ได้ที่อร่อย” สาวๆ หลายๆ คนอาจพูดแบบนี้ตนติดปาก เมื่อเพื่อนร่วมงานถามถึงอาหารมื้อกลางวันอยากให้คุณสาวๆ หยุดคิดสักนิด เพราะการกระทำข้างต้นนั้นส่งผลกระทบต่อ สุขภาพ จริงๆ แน่นอน…อิ่มและอร่อย แต่รู้หรือหรือไม่ การกินอาการที่ไม่มีประโยชน์ ย่อมก่อให้เกิดโทษในทันใด ยกตัวอย่าง ” ชานมไข่มุก ” เครื่องดื่มสุดฟีเวอร์ของคนไทย มีกี่คนที่ปฏิเสธของอร่อยแบบนี้ ไม่แปลกใจเลยที่แบรนด์ชาดังๆ จากสัญชาติอื่นๆ ทั่วโลก จึงมีเปิดสาขาที่ไทย ต่อคิวกันให้ยาวเหยียดจริงมั้ย?

คุณสาวๆ รู้หรือไม่ ว่า “ชานมไข่มุก” นั้นมีโทษมหันต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและการลดน้ำหนัก เปิดเผยกับเราว่า ชานมไข่มุก 1 แก้ว มีน้ำตาลอย่างน้อยแก้วละ 30 ช้อนชา ขณะที่แป้งไข่มุก 1 เม็ด ก็ปั้นและต้มด้วยน้ำตาลเพื่อให้ดูเงาๆ หนึบๆ น่ารับประทาน และเมื่อเราบริโภคชาไข่มุกเข้าไปในร่างกายแล้ว ร่างกายจะไม่สามารถย่อยไข่มุกได้หมด ทำให้เหลือกากเป็นก้อนที่เล็กลงมา ก่อนจะถูกผลักเข้าไปในลำไส้ และติดค้างอยู่ในร่างกาย ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายอย่างมาก เพราะอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้ ซึ่ง ฟังแล้วก็แอบตกใจแทนสาวกชานมไข่มุก ว่าอันตรายของมันมีมากกว่าความอ้วนเสียอีก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เข้าใจดีว่ามันเลิกยาก ซึ่งสาวๆ เองก็ต้องรู้จักหักห้ามใจบ้างนะ ไม่ต้องถึงกับปฏิญาณว่าจะไม่กินมันเลย แค่ขอให้มีสติกับการกินก็พอ พร้อมกันนี้ยังมีวิธีง่ายๆ เพื่อเปลี่ยน “สายจังก์” อย่างสาวกชานมไข่มุก มาเป็น “สายเฮลท์ตี้” ด้วยเคล็ดลับดังต่อไปนี้

5 วิธีง่ายๆ เปลี่ยนสาวก “ชานมไข่มุก” สายจังก์มาเป็นสายเฮลท์ตี้

บอกลาพฤติกรรมกินสะดวก แต่เน้นกินให้ตรงเวลา
คำว่า “รีบ” คงเป็นคำติดปากของสาวทำงานอย่างเราๆ ทำให้ทุกมื้อจะถูกตัดสินใจด้วยคำว่า กินสะดวก และก็ต้องลงท้ายอาหารจังก์ฟู้ดทั้งสิ้น ด้วยความที่กินง่าย กินสะดวก พกพาไปด้วยได้ จนเราลืมไปว่า กินอะไร ได้อย่างนั้น กินอาหารไม่มีประโยชน์ ร่างกายก็ต้องได้รับโทษไปด้วย แต่จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราจะมีวินัยมากขึ้น แต่แบ่งเวลามาใส่ใจเรื่องการกิน โดยเฉพาะปรับมากินอาหารที่มีประโยชน์ และกินให้ตรงเวลา เพื่อให้ร่างกายสามารถนำสารอาหารที่ได้ ไปใช้ประโยชน์ตรงตามเวลาการทำงานในกลไกของร่างกาย

หาวัตถุดิบสดใหม่ เน้นปรุงน้อย แต่อร่อยเกินคาด
รสชาติที่แสนอร่อย มักปรากฏอยู่ในอาหารจังก์ฟู้ด หลายเมนูสามารถให้เราเลือกสรรได้ตามใจชอบ ทั้งเลือกวัตถุดิบและปรุงรสชาติได้อย่างถูกปากที่สุด เรียกได้ว่า อร่อยไม่แคร์โลกเลยจริงๆ ขณะที่อาหารสุขภาพ ก็ช่างดูน่าเบื่อ ไร้รสชาติ หน้าตาไม่น่ากินเสียเลย แต่คุณๆ รู้มั้ย เทคนิคการทานอาหารแบบไม่ต้องปรุงเยอะ แต่ได้ความอร่อยที่ล้ำกว่า สามารถทำได้ เพียงแค่คุณใช้วัตถุดิบที่สดใหม่ ขึ้นจากทะเล ออกจากฟาร์ม เชื่อหรือไม่ ถ้าคุณๆ ได้มีโอกาสอยู่ใกล้ หรือสามารถหาวัตถุดิบเหล่านั้นได้ จะถือว่า…ชีวิตนี้คุณช่างโชคดีเสียจริง ไม่ต้องปรุงรสชาติมาก แต่ได้ความอร่อยเกินรับประทาน โดยอาศัยความสดและคุณภาพที่ดีของวัตถุดิบ เพราะการกินอาหารที่ปรุงน้อย จะช่วยลดอาการบวมน้ำที่เกิดจากการกินสารปรุงแต่งรสชาติมากเกินไป และเพื่อให้ไตได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

เช็กลิสต์ 5 หมู่ กินครบหลากหลาย ปริมาณพอเหมาะ
อยากผอมต้องลดแป้งและไขมัน ซึ่งตรงกันข้ามมากๆ กับอาหารจังก์ฟู้ด ที่มีแต่แป้งและไขมันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ถือเป็นส่วนสำคัญของความอร่อยจริงๆ อันนี้ไม่เถียงนะคะ แต่การกินอาหารจังก์ฟู้ดเป็นประจำ จะทำให้คุณเป็นโรคมากขึ้น เรียงรายเป็นหมอนรองรถไฟเลย อาทิ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ รวมถึงโรคขาดสารอาหาร อย่างสารอาหารประเภทวิตามิน แนะนำให้เปลี่ยนการกิน “สายเฮลท์ตี้” ต้องกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ และหลากหลาย คือกินให้ครบ 5 หมู่ ทานเนื้อและผักให้สมดุล เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ไม่มากจนเกินพอดี ท่องไว้ว่า เราจะมีชีวิตอยู่ เพื่อได้กินของดีๆ และอร่อยๆ ต่อไป

ลด ละ เลิก อาหารแปรรูป เชื่อสิว่าดี!
“อาหารแปรรูป” ใช่ว่าจะไม่ดีทุกสิ่งอย่าง หลายอย่างก็ยังคงเป็นอาหารที่ดีและมีประโยชน์ ขณะที่บางอย่างที่ถูกแปรรูป จนกลายเป็นอาหารไม่มีประโยชน์ไปเลย นึกไม่ออกใช่มั้ย? ขอยกตัวอย่าง เช่น ฮอตดอก มาการีน ไอศกรีม และขนมขบเคี้ยว อาหารเหล่านี้เมื่อถูกแปรรูปแล้ว จะให้สารอาหารและเส้นใยในปริมาณต่ำ แต่กลับให้แคลอรีสูง ที่สำคัญมาพร้อมกับสารกันบูด น้ำตาล และโซเดียม ฟังแล้วก็อยากแนะนำว่า ให้กินผลไม้สดแทนไอศครีม หรือขนมที่ทำจากธัญพืชรสธรรมชาติแทน แค่นี้ก็กลายเป็นสายเฮลท์แล้วจ้า อ่านเพิ่มเติม

4 น้ำมัน บำรุง ผิวออแกนิค จากธรรมชาติ

“ผิวพรรณ” เป็นเรื่องสำคัญของหญิงสาว ต้อง บำรุง และดูแลผิวพรรณให้ดีอยู่เสมอ เพราะนอกจากผิวพรรณจะทำให้เราดูผุดผ่องและมีออร่า ผิวพรรณที่สวยงามชวนมอง จะยังน่าสัมผัสและน่าทะนุถนอมอีกด้วย โดยผิวพรรณที่ดี ไม่ได้เกี่ยวกับสีผิวแต่อย่างใด แต่ผิวพรรณที่ดีนั้นจะต้องมีความชุ่มชื้น สดชื่นเปล่งปลั่ง เรียบเนียน ไม่หย่อนยาน ไม่แตกแห้งเป็นขลุย ไร้จุดด่างดำและรอยหมองคล้ำ ที่สำคัญจะต้องมีสุขภาพผิวที่แข็งแรง พร้อมเผชิญกับทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะฤดูร้อนหรือฤดูหนาวก็ตามที ยิ่งกับยุคสมัยที่เราไม่ต้องการสารเคมี วิธีการบำรุงผิวพรรณโดยไม่ใช้สารเคมี ก็ต้องใช้ “น้ำมัน บำรุง ผิว” จากธรรมชาติ

ทั้งนี้ พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการบริษัทกิฟฟารีนสกายไลน์ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่า การใช้ประโยชน์ของน้ำมันจากแหล่งธรรมชาติ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพและดูแลบำรุงผิวพรรณ ถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของมนุษย์เรามาตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะสำหรับผิวก็ต้องการความชุ่มชื้น ซึ่งน้ำมันจากธรรมชาติ จะมีคุณประโยชน์ที่สามารถนำไปสกัดเพื่อรับประทานเป็นอาหารเสริม หรือนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง สกินแคร์ต่างๆ ซึ่งน้ำมันจากธรรมชาติที่มีคุณประโยชน์อย่างสูง มีคุณค่าทางโภชนาการ เป็นที่นิยมในการนำมาสกัดเพื่อใช้สำหรับการดูแลสุขภาพร่างกายและผิวพรรณโดยเฉพาะ

4 น้ำมันบำรุงผิว น้ำมันจากธรรมชาติ

น้ำมันปลา
“น้ำมันปลา” ประกอบไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3 fatty acids) ได้แก่ กรดอิโคซะเพนตะอีโนอิก (Eicosapentaenoic acid (EPA) หรือ อีพีเอ และกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (Docosahexaenoic acid (DHA) หรือ ดีเอชเอ มีคุณสมบัติเป็นส่วนช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ ลดระดับคอเลสเตอรอล และความดันโลหิต นอกจากนี้ยังช่วยรักษาอาการตาแห้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็น DHA ชนิดพิเศษ ที่มีโครงสร้างเหมือนในน้ำนมแม่ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ “น้ำมันปลา” ยังช่วยลดภาวะการอักเสบที่เกิดตอนอายุมากขึ้น เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายเสื่อมถอยลงนั่นเอง โดยการเกิดภาวะอักเสบในเซลล์และอวัยวะต่างๆ นั้นมีความสัมพันธ์ระหว่างภาวะอักเสบ ภูมิต้านทาน และความชราภาพ จนนำไปสู่การสิ้นอายุขัยของเซลล์ และจบอกว่าความชราภาพคือภาวะอักเสบเรื้อรังที่เกิดขึ้นกับร่างกายนั่นเอง การลดภาวะอักเสบด้วยน้ำมันผลา จึงเป็นกลไกสำคัญในการยืดอายุขัยและลดความชราภาพได้

น้ำมันมะพร้าว
เพราะ “น้ำมันมะพร้าว” เป็นน้ำมันที่อุดมด้วย กรดไขมันอิ่มตัว ชนิดสายยาวปานกลาง ได้แก่ กรดไขมันลอริก (Lauric acid) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านเชื้อโรค ต้านอักเสบ จึงลดความเสี่ยงต่อโรคร้ายต่างๆ นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงผิวพรรณ และช่วยกระตุ้นการเผาผลาญในร่างกาย นิยมนำมาสกัดเพื่อใช้เป็นอาหารเสริม หรือเครื่องสำอางจากน้ำมันมะพร้าวออร์แกนิกที่มีความบริสุทธิ์สูง ปราศจากการปนเปื้อนของสารเคมีที่ไม่ปลอดภัย ด้วยกรรมวิธีสกัดเย็นเพื่อคงคุณค่าของสารสำคัญไว้ ทั้งนี้จากความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น “น้ำมันมะพร้าว” ถูกนำมาใช้เพื่อดูแลสุขภาพและผิวพรรณตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

น้ำมันมะกอก
“น้ำมันมะกอก” นั้นมีสารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ได้แก่ ไฮดรอกซีไทโรซอล ซึ่งมีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ และลดการออกซิเดชัน ทำให้มีสุขภาพผิวที่ดีและอ่อนเยาว์ ช่วยลดปัจจัยในการเกิดริ้วรอย และลดสาเหตุของการเกิดสิว และยังอุดมไปด้วยสารโอลีโอแคนธัล (Oleocanthal) ที่ช่วยยับยั้งเอนไซม์ที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบ รวมไปถึงมีส่วนช่วยในการการกำจัดเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีกรดไขมันโอเมก้า 9 จำนวนมาก ซึ่งมีคุณสมบัติในการเพิ่ม HDL ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจอีกด้วย ซึ่งนิยมนำมาสกัดเป็นอาหารเสริมจากน้ำมันมะกอกธรรมชาติบริสุทธิ์ และมีการเติมสารไฮดรอกซีไทโรดอลซอล ที่ได้จากผลมะกอกเพิ่ม เพื่อช่วยให้มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างร่างกายมากยิ่งขึ้น อ่านเพิ่มเติม

เมนูปลาทำง่ายสไตล์อยู่บ้าน ข้าวไรซ์เบอร์รีผัดปลานิล มีคุณค่าสารอาหารครบ

มาต่อกันที่เมนูข้าวผัดเพื่อสุขภาพกับเมนู ข้าวไรซ์เบอร์รีผัดปลานิล จับปลานิลหั่นชิ้นไปทอดจนสุก แล้วเอามาผัดกับข้าวไรซ์เบอร์รี แครอต บรอกโคลี และฟักทอง โรยเมล็ดมะม่วงหิมพานต์และเมล็ดทานตะวัน

ส่วนผสม ข้าวไรซ์เบอร์รีผัดปลานิล
ปลานิล (หั่นเต๋า) 100 กรัม
เกลือป่นหยาบ เล็กน้อย
พริกไทยป่น เล็กน้อย
แป้งทอดกรอบสำเร็จรูป
น้ำมันพืช (สำหรับทอด)
กระเทียมสับ 1 ช้อนชา
น้ำมันมะกอก 1+1/2 ช้อนชา
แครอต (หั่นเต๋า) 1 ช้อนโต๊ะ
บรอกโคลี (หั่นเต๋า) 1 ช้อนโต๊ะ
ฟักทอง (หั่นเต๋า) 1 ช้อนโต๊ะ
ข้าวไรซ์เบอร์รีหุงสุก 3/4 ถ้วยตวง
ซอสเห็ดหอม 2 ช้อนชา
ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 1/4 ช้อนชา
เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ทอด 6-7 เม็ด
เมล็ดทานตะวันอบกรอบ 1 ช้อนชา
น้ำปลาผสมน้ำมะนาวและพริกขี้หนู

วิธีทำข้าวไรซ์เบอร์รีผัดปลานิล
1. โรยเกลือป่นและพริกไทยป่นบนเนื้อปลานิลแล้วคลุกลงในแป้งทอดกรอบพอทั่ว ใส่ลงทอดในน้ำมันพืชใช้ไฟปานกลาง ทอดจนสุกเหลือง ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน เตรียมไว้
2. เจียวกระเทียมกับน้ำมันมะกอกพอเหลืองหอม ใส่แครอต บรอกโคลี ฟักทอง และข้าวไรซ์เบอร์รีลงไปผัดเบา ๆ ให้เข้ากัน
3. ปรุงรสด้วยซอสเห็ดหอม ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย เกลือป่นและพริกไทยป่น ผัดให้เข้ากัน
4. ใส่ปลาทอดลงไปตะล่อมเบา ๆ ให้เข้ากัน ตักใส่จานสำหรับเสิร์ฟ โรยเมล็ดมะม่วงหิมพานต์และเมล็ดทานตะวัน เสิร์ฟพร้อมน้ำปลาผสมน้ำมะนาวและพริกขี้หนู อ่านเพิ่มเติม

เมนูสุขภาพสำหรับคนที่อยู่บ้านในช่วง COVID-19 ต้องลอง ข้าวอบธัญพืชกับกุ้งหมักน้ำผึ้งกระเทียม

แค่จานเดียวก็อิ่มแล้วกับเมนู ข้าวอบธัญพืชกับกุ้งหมักน้ำผึ้งกระเทียม จับกุ้งหมักกับน้ำผึ้งและกระเทียมแล้วเอาไปผัดจนสุก สุดท้ายราดบนข้าวธัญพืช

ส่วนผสม กุ้งซอสน้ำผึ้งกระเทียม
กุ้งสด (ตามชอบ) 8 ตัว
น้ำผึ้ง 1/3 ถ้วย
ซีอิ๊วขาว 1/4 ถ้วย
กระเทียมสับ 2-3 กลีบ
ข้าวสารผสมธัญพืช 2 ถ้วย
น้ำซุป หรือน้ำสต๊อก 3 ถ้วย
ผักลวกตามชอบ (สำหรับเสิร์ฟ)
ไข่ออนเซ็น (สำหรับเสิร์ฟ) อ่านเพิ่มเติม

ขอเเนะนำเครื่องดื่มเพื่อปรับให้ร่างกายมีพลัง Balancing Drinks 2 สูตร เครื่องดื่มปรับสมดุล

Balancing Drinks เครื่องดื่มปรับสมดุล แนวทางการกินอยู่อย่างแมโครไบโอติกส์เชื่อเรื่องหยินหยาง ความสมดุล ที่มีอยู่ในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะร่างกายและอาหารที่เรากินเข้าไป ซึ่งร่างกายของแต่ละคนมีความร้อนเย็นหรือมีความเป็นหยินหยางอยู่ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งอาหารการกิน สิ่งแวดล้อม ชาติกำเนิด และการดำรงชีวิต
ในแต่ละวันความเป็นหยินและหยางของแต่ละคนก็ปรับเปลี่ยนไป ซึ่งมีโอกาสเกิดความพร่องหรือไม่สมดุลได้ ทำให้เกิดอาการไม่สบายกายต่าง ๆ มาแสดงให้เห็น อย่างเช่น สิวขึ้น เป็นฝ้า ร้อนใน ปวดหัว ปากแห้ง ท้องผูก อ่อนเพลีย เป็นอาการที่อาจเกิดจากความร้อนในร่างกายที่มากเกินพอดี หรือถ้าท้องอืด จุกเสียด หายใจไม่อิ่ม หน้าซีด มีเสมหะสีใสมากรู้สึกหนาวง่าย ก็แสดงว่าร่างกายน่าจะอยู่ในภาวะที่เย็นเกิน
คุณเมกุมินำหลักแมโครไบโอติกส์โดยใช้ผักผลไม้มาปรุงเป็น เครื่องดื่มปรับสมดุล ให้ร่างกาย โดยเลือกแอ๊ปเปิ้ล ผลไม้ที่หาง่าย และนำมาทำเป็นเครื่องดื่มได้อร่อยมาฝากถึงสองสูตร ใครเข้าข่ายอาการไหนก็ลองปรุงดื่มกันได้ตามอัธยาศัย

สูตร 1 : สำหรับร่างกายเย็นเกิน
ส่วนผสม (สำหรับ 1 แก้ว) เตรียม 7 นาที ปรุง 3 นาที
พริกหวานสีแดง 30 กรัม
แอ๊ปเปิ้ลแดง 50 กรัม
น้ำเปล่า 50 กรัม
แอ๊ปเปิ้ลไซเดอร์ ½ ช้อนโต๊ะ
เมเปิ้ลไซรัป 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำแข็งเล็กน้อย
บุกหั่นเต๋าลวกน้ำร้อน และพริกแห้งซอยบางสำหรับตกแต่ง

วิธีทำ
ปั่นส่วนผสมทุกอย่างรวมกัน ยกเว้นบุกและพริกแห้ง เทเครื่องดื่มใส่แก้วที่ใส่น้ำแข็งแล้วตกแต่งด้วยบุกและพริกแห้ง ดื่มทันที
พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 95.58 กิโลแคลอรี
โปรตีน 0.70 กรัม ไขมัน 0.18 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 23.58 กรัม ไฟเบอร์ 0.96 กรัม อ่านเพิ่มเติม